ภาวะเลือดออกในสมอง ที่เกิดจากอุบัติเหตุในเด็ก

ภาวะเลือดออกในสมอง ที่เกิดจากอุบัติเหตุในเด็ก

  • หากเด็กได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ ตกจากที่สูง การกระแทก วิ่งชนกัน ถูกของแข็งกระทบหรือถูกตี อาจส่งผลกระทบถึงอาการเลือดออกในสมอง
  • กรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัวให้สังเกตว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ หากเด็กไม่มีชีพจรจำเป็นต้องรีบทำการปฐมพยาบาลกู้ชีพโดยด่วนและพาส่งต่อโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
  • อาการเลือดออกในสมอง ส่งผลกระทบทำให้พบปัญหาทางระบบประสาท ส่งผลต่อการเรียนรู้ การพูด และการเคลื่อนไหว บางคนอาจมีอาการชักหรือลมบ้าหมู รุนแรงสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้
    “ภาวะเลือดออกในสมอง” คือ อาการที่มีเลือดออกในสมอง ทำให้สมองบวมและความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในวัยเด็กรวมถึงผู้ใหญ่ ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะจึงต้องมีการสังเกตอาการอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ยังมีการตัดสินใจของตัวเองต่ำ ผู้ปกครองและคุณครูที่อยู่ใกล้ชิดจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเด็ก

สาเหตุของการเกิดภาวะเลือดออกในสมองในเด็ก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท หลักๆ ดังต่อไปนี้

  • ภาวะเลือดออกในสมองที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น การผลัดตกจากที่สูง อาการเลือดออกในสมองจากการกระแทก วิ่งชนกัน การได้รับของแข็งตีบริเวณศีรษะ และรวมถึงการที่เด็กถูกจับมาเขย่าก็อาจก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองในเด็กได้
  • ภาวะเลือดออกในสมองที่ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น โรคที่เกี่ยวกับสมอง เส้นเลือดในสมองแตก มีก้อนเนื้องอกในสมอง มีโรคประจำตัว อาทิ เลือดออกง่ายหยุดยาก โรคตับ เป็นต้น

เป็นที่สังเกตได้ว่า ภาวะเลือดออกในสมองที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่ประสบอุบัติเหตุนั้นเกิดได้ง่าย รวดเร็ว และมักคาดไม่ถึง ดังนั้น ภาวะเลือดออกในสมองในเด็กที่เกิดจากอุบัติเหตุจึงถือเป็นสาเหตุที่ผู้ปกครองควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวเด็กวันนี้

การปฏิบัติเมื่อเด็กได้รับอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ

  1. ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดต้องมีสติ เพื่อที่จะสามารถควบคุมและจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ต้องรีบประเมินเด็ก ต้องตรวจสอบว่ารู้สึกตัวหรือไม่
  3. ในกรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัว ให้สังเกตว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ ชีพจรเป็นอย่างไร หากเด็กไม่มีชีพจรจำเป็นต้องมีการกู้ชีพโดยด่วนและรีบพาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที แต่หากเด็กยังหายใจเองได้ ชีพจรเต้นปกติ ไม่ควรช่วยเหลือเองเพราะอาจช่วยเหลือผิดวิธี ควรโทรเรียกรถพยาบาลหรือหน่วยกู้ชีพมาช่วยเหลือและดูแลเด็ก
  4. แม้พบว่าเด็กยังรู้สึกตัวดี ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ ให้สังเกตอาการผิดปกติอื่นๆ ต่อไป

อาการผิดปกติของเด็กที่ต้องสังเกตและรีบพามาพบแพทย์

  • เด็กสลบและตื่นขึ้นมาโดยไม่มีอาการบ่งชี้ใดๆ ก็ยังต้องคอยสังเกตเพราะอาจเกิดภาวะสมองกระทบกระเทือนจนสติดับและมีเลือดออกในสมองเล็กน้อย (Lucid interval) แต่เลือดอาจยังไม่มากพอจึงทำให้เด็กยังรู้สึกตัวปกติ ซึ่งต่อมาสมองจะบวมมากขึ้นและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • บริเวณศีรษะมีแผลบวม โน ฉีกขาด
  • มีก้อนบวมโตบริเวณหู
  • บริเวณศีรษะมีรอยช้ำ อาจเพราะเกิดภาวะที่ฐานกะโหลกมีรอยร้าวหรือรอยแตก (Battle sign)
  • เด็กมีอาการซึม
  • เด็กไม่สามารถตอบสนอง ไม่ทำตามคำสั่งหรือพูดคุยได้
  • เด็กเดินแล้วดูอ่อนแรง เดินเซ
  • เด็กมีอาการชักหรือช็อก
  • มีเลือดไหลออกจากจมูกหรือหู
  • เด็กมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน
  • สำหรับเด็กเล็ก ให้สังเกตอาการร้องกวน ปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด

การวินิจฉัย อาการเลือดออกในสมอง

ภาวะเลือดออกในสมองถือเป็นภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะในวัยเด็ก การวินิจฉัยอาการจึงต้องวินิจฉัยโดยแพทย์ทางด้านเวชบำบัดฉุกเฉินและวิกฤติในเด็กที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ รายละเอียดดังนี้

  • แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพและอาการของเด็ก
  • ทำ CT Scan การใช้รังสีเอกซเรย์เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อถ่ายภาพโครงสร้างต่างๆ ในสมอง ในการวินิจฉัยนี้แพทย์จะให้เด็กนอนลงบนโต๊ะแล้วเคลื่อนเด็กเข้าไปใต้อุปกรณ์ถ่ายรูปที่มีลักษณะคล้ายโดนัท เป็นวิธีที่นิยมใช้วินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมองมากที่สุด
  • ทำ MRI ถ่ายภาพทางคอมพิวเตอร์โดยใช้คลื่นวิทยุและแม่เหล็กขนาดใหญ่ โดยระหว่างการวินิจฉัย เด็กจะนอนลงแล้วถูกเคลื่อนย้ายไปใต้อุปกรณ์คล้ายท่อหรืออุโมงค์ แต่การทำ MRI Scan นี้นำมาใช้ไม่บ่อยเท่า CT Scan เนื่องจากใช้เวลานานกว่า

นอกจากการวินิจฉัยข้างต้น แพทย์ยังอาจใช้การวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อระบุสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมอง เช่น การเอกซเรย์หลอดเลือดด้วยการฉีดสีเข้าไป ให้สามารถมองเห็นการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของเกล็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบและการเกิดลิ่มเลือดที่อาจเป็นปัจจัยของภาวะดังกล่าว